Brandtellers

Tag
BRANDING
COMMUNICATION
Info
จำนวนคำ
เวลาการอ่าน
Writer:
Generated By:
Edited By:
Rewrite By: Claude / วิษณุ เทศขยัน
737
คำ
5
จิณณรัตน์ ชวพัฒนภิรมย์
นาที
ChatGPT
“ขนมดารา” ไม่ได้ขายเพราะดาราอย่างเดียว
เคยสังเกตไหม? บางแบรนด์ขนมดาราคุณยัง ซื้ออยู่ แต่บางแบรนด์คุณไม่เห็นอีกแล้ว ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ความดัง แต่อยู่ที่หลักคิดในการสร้างแบรนด์
จิณณรัตน์ ชวพัฒนภิรมย์
เขียน
16 Feb 2026
เคยสังเกตไหม? บางแบรนด์ขนมดาราคุณยังซื้ออยู่ แต่บางแบรนด์คุณไม่เห็นอีกแล้ว ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ความดัง แต่อยู่ที่หลักคิดในการสร้างแบรนด์ เจาะลึกว่าแบรนด์ที่รอดทำอะไรต่างออกไป และคุณจะนำไปปรับใช้กับแบรนด์ของคุณได้อย่างไร
"ขนมดารา" ไม่ได้ขายเพราะดาราอย่างเดียว: เปิดเคล็ดลับการสร้างแบรนด์ที่ใครก็เอาไปใช้ได้
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำว่า "ขนมดารา" บ่อยขึ้น บางคนอาจคิดว่าเป็นแค่คำแซว บางคนมองว่าเป็นขนมแพง ชิ้นเล็ก กินไม่อิ่ม แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น "ขนมดารา" คือกรณีศึกษาทางการตลาดที่น่าสนใจมาก เพราะมีทั้งแบรนด์ที่ไปต่อได้จริง และแบรนด์ที่มาไวไปไว ลองสังเกตแบรนด์ขนมดาราที่คุณรู้จัก แบรนด์ไหนที่คุณยังซื้ออยู่? และแบรนด์ไหนที่คุณไม่เห็นอีกแล้ว? ชวนคุณเจาะลึกว่า แบรนด์ที่รอดเขาคิดและทำอะไรต่างออกไป และเราจะนำหลักคิดนั้นไปปรับใช้กับแบรนด์ของเราได้อย่างไร
แบรนด์ที่ล้มมักเริ่มจากคำถามว่า "เราดังแล้ว จะขายอะไรดี" แต่แบรนด์ที่รอดเริ่มจากคำถามว่า "ตัวตนของเราเหมาะจะขายอะไร" ดาราที่ทำแบรนด์จริงจัง จะไม่วางตัวเองเป็นแค่พรีเซ็นเตอร์ แต่เป็น "ผู้สร้างสรรค์" หรือ "ผู้คัดสรร" คนที่เลือกของจริงๆ


SOURI ที่ชื่อแปลว่า รอยยิ้ม
ตัวอย่างเช่น SOURI ที่ชื่อแปลว่า "รอยยิ้ม" ในภาษาฝรั่งเศส เกิดจากความรักในการทำขนมของพี่สาวและความชอบทานขนมของวิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร ที่มักจะตระเวนชิมขนมเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ จนเกิดแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ขนมที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง หรือ NIE & IVAN ที่นำชื่อแมวสุดที่รักของเนเน่-พรนับพัน และคุณลิตเติ้ล มาเป็นชื่อแบรนด์ สะท้อนความรักและความใส่ใจเหมือนทำขนมให้คนในครอบครัว สโลแกน "Handmade with Love" ไม่ใช่แค่คำโฆษณา แต่คือเรื่องราวที่จับต้องได้จริง
เขาไม่ได้บอกว่า "นี่คือขนมของฉัน" แต่บอกว่า "นี่คือขนมที่ฉันเลือกกิน และเชื่อว่าดีจริง" ความแตกต่างเล็กๆ นี้สร้างความน่าเชื่อถือได้มหาศาล เพราะคนซื้อไม่ได้แค่ซื้อขนม แต่ซื้อ "รสนิยม" และ "ไลฟ์สไตล์" ที่พวกเขาอยากเป็น
สิ่งที่น่าสนใจของแบรนด์ขนมดาราที่ทำจริง คือเขาแทบไม่ต้องพูดว่า "แบรนด์ฉันพรีเมียม" แต่ทุกอย่างสื่อออกมาเองผ่านขนาดขนม สีของแพ็กเกจ ฟอนต์ ภาพถ่าย และร้านหรือช่องทางขาย ขนมชิ้นเล็ก แพ็กเกจเรียบ โทนสีสะอาด คำอธิบายน้อย ทั้งหมดนี้คือการบอกลูกค้าว่า "นี่ไม่ใช่ขนมที่กินเอาอิ่ม แต่เป็นขนมที่กินเพราะรสนิยม" นี่คือพลังของ อัตลักษณ์ของภาพลักษณ์ (Visual Identity) ที่ทำงานเงียบๆ แต่ทรงพลังกว่าการโฆษณาแบบตรงไปตรงมา


แบรนด์ขนมดาราที่ไปต่อได้มักไม่ใช้การตลาดหนักมาก
ดูที่ YOLK ที่ใช้แป้งครัวซองต์แทนแป้งทาร์ตแบบเดิม ให้ภาพของความพิเศษทันที หรือ SOURI ที่เป็นมาการองพรีเมียม ไส้หนา ครีมหนา บางรสชาติยังมีซอสสอดแทรกตรงกลาง ทำให้แต่ละชิ้นมีลูกเล่นในการรับประทาน ทุกองค์ประกอบเหล่านี้สื่อว่า "นี่ไม่ใช่ขนมธรรมดา" โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย
แบรนด์ขนมดาราที่ไปต่อได้มักไม่ใช้การตลาดหนักมาก แต่ใช้วิธีโพสต์กินเอง เล่าเบื้องหลัง ให้เพื่อนหรือคนใกล้ตัวใช้จริง ทำของจำนวนจำกัด สิ่งเหล่านี้สร้าง "การันตีทางสังคม" และ "ความหายาก" ทำให้คนรู้สึกว่า "ถ้าได้กิน แปลว่าเราเป็นคนกลุ่มเดียวกัน"
YOLK ใช้กลยุทธ์นี้อย่างชาญฉลาด ด้วยการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียที่เข้าถึงง่ายและบอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังอย่างเป็นกันเอง เช่น การเล่าถึง "ไข่ไก่จากแม่ไก่อารมณ์ดี" หรือ "เนยฝรั่งเศสที่ผ่านการบ่มสูตรพิเศษ" การสื่อสารแบบนี้ไม่ได้พยายาม "ขายให้ทุกคน" แต่พยายาม "ให้คนที่ใช่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์" บางครั้งการไม่เร่งขาย กลับทำให้ขายได้มากกว่า เพราะคนรู้สึกว่าพวกเขา "เลือก" แบรนด์ ไม่ใช่ถูกขาย
ไม่ว่าคุณจะขายอะไร ลองถามตัวเอง 5 คำถามนี้: ตัวตนของเรา คือใคร? ลูกค้าควรรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นแบรนด์เรา? ภาพลักษณ์ที่เราสื่อสอดคล้องกันทุกจุดหรือไม่? เรากำลังขายของ หรือกำลังชวนคนเข้ามาอยู่ในโลกเดียวกับเรา? และถ้าตัดชื่อเสียงออก ของเรายังดีพอไหม?











